กัญชา ประวัติความเป็นมาของกัญชาทางการแพทย์

กัญชา ประวัติความเป็นมาของกัญชาทางการแพทย์

ประวัติความเป็นมาของกัญชา: พืชแห่งมนุษยชาติ

กัญชา (Cannabis) เป็นพืชที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนานและซับซ้อน เคียงคู่มากับการพัฒนาของอารยธรรมมนุษย์ พืชชนิดนี้ไม่ใช่แค่แหล่งกำเนิดของเส้นใยที่แข็งแรง หรือสารที่ออกฤทธิ์ทางจิตประสาท แต่ยังเป็นพยานเงียบ ๆ ต่อการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรม ความเชื่อ และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ การทำความเข้าใจประวัติความเป็นมาของกัญชาจะช่วยให้เราเห็นภาพที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นว่าพืชชนิดนี้มีบทบาทสำคัญเพียงใดในวิถีชีวิตของมนุษย์ตั้งแต่ยุคโบราณจนถึงปัจจุบัน

ต้นกำเนิดและยุคแรกเริ่ม (ก่อนคริสต์ศักราช 10,000 ปี – ค.ศ. 0)

หลักฐานทางโบราณคดีชี้ให้เห็นว่า กัญชามีถิ่นกำเนิดในเอเชียกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่ปัจจุบันคือมองโกเลียและไซบีเรีย หลักฐานเก่าแก่ที่สุดของการใช้กัญชาพบในซากเครื่องปั้นดินเผาอายุประมาณ 10,000 ปีก่อนคริสตกาลในไต้หวัน ซึ่งบ่งชี้ว่ามนุษย์ในยุคหินใหม่ได้ใช้กัญชาเพื่อทำเชือก เส้นใย และเสื้อผ้า

กัญชา ประวัติความเป็นมาของกัญชาทางการแพทย์ ประเทศจีนโบราณ

การแพร่กระจายของกัญชาเริ่มต้นจากการอพยพของมนุษย์ไปยังภูมิภาคต่าง ๆ :

  • จีนโบราณ: ประมาณ 4,000 ปีก่อนคริสตกาล จีนเป็นประเทศแรก ๆ ที่บันทึกการใช้กัญชาอย่างกว้างขวาง โดยใช้เพื่อผลิตสิ่งทอ (ปอ) ยา และเมล็ดเป็นอาหาร ตำราแพทย์ที่เก่าแก่ที่สุดของจีนอย่าง “Shen Nung Ben Cao Jing” (ตำราสมุนไพรของจักรพรรดิเสินหนง) ซึ่งเขียนขึ้นเมื่อประมาณ 2,737 ปีก่อนคริสตกาล ได้กล่าวถึงสรรพคุณทางยาของกัญชาในการรักษาโรคต่าง ๆ เช่น เกาต์, มาลาเรีย, โรคข้ออักเสบ และโรคทางระบบประสาท รวมถึงการใช้เป็นยาสลบในการผ่าตัด
  • อินเดีย: กัญชาเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและศาสนาของอินเดียมานานนับพันปี โดยถูกกล่าวถึงในคัมภีร์พระเวทตั้งแต่ 1,500 ปีก่อนคริสตกาลในฐานะพืชศักดิ์สิทธิ์หนึ่งในห้าชนิด “ปัญจมหาภูตา” (หรือห้าธาตุหลัก) กัญชาในรูปของ “ภังค์” (Bhang) หรือ “กัญชา” (Ganja) ถูกนำมาใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา การแพทย์ และเพื่อความบันเทิง เชื่อกันว่าพระศิวะทรงโปรดปรานกัญชา
  • ตะวันออกกลางและแอฟริกา: กัญชาเดินทางสู่ตะวันออกกลางและแอฟริกาเมื่อประมาณ 1,000 ปีก่อนคริสตกาล โดยชาวอียิปต์โบราณใช้กัญชาเพื่อรักษาอาการปวดตา และบรรเทาอาการปวดในสตรี การค้นพบโครงกระดูกและมัมมี่ที่พบร่องรอยของกัญชาแสดงให้เห็นถึงการใช้ในพิธีกรรมและทางการแพทย์
  • ยุโรป: ชาวไซเธียน (Scythians) ซึ่งเป็นชนเผ่าเร่ร่อนในเอเชียกลางและยุโรปตะวันออก เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการนำกัญชาเข้าสู่ยุโรปเมื่อประมาณ 500 ปีก่อนคริสตกาล เฮโรโดตัส นักประวัติศาสตร์ชาวกรีก ได้บันทึกถึงการที่ชาวไซเธียนใช้กัญชาในพิธีกรรมรมควันเพื่อความผ่อนคลาย

ยุคกลางและยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (ค.ศ. 500 – ค.ศ. 1800)

ในช่วงยุคกลางและยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา กัญชายังคงเป็นพืชที่มีความสำคัญในหลายวัฒนธรรม:

  • โลกอิสลาม: แพทย์ชาวอาหรับใช้กัญชาอย่างกว้างขวางในการรักษาอาการปวดหัว ไมเกรน และโรคอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคทองของอิสลาม กัญชาไม่ได้ถูกมองว่าเป็นยาเสพติด แต่เป็นยาที่มีประโยชน์
  • ยุโรป: การใช้กัญชาในยุโรปเป็นไปอย่างจำกัดในทางการแพทย์และสิ่งทอ ในศตวรรษที่ 16 แพทย์ชาวอังกฤษ Nicholas Culpeper ได้บันทึกถึงการใช้กัญชาเพื่อรักษาอาการอักเสบ ปวดข้อ และนอนไม่หลับ อย่างไรก็ตาม การรับรู้เกี่ยวกับกัญชายังคงแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่

การขยายตัวในยุคอาณานิคมและการแพทย์แผนใหม่ (ค.ศ. 1800 – ค.ศ. 1900)

ในช่วงศตวรรษที่ 19 กัญชาได้เข้าสู่การแพทย์ตะวันตกอย่างเต็มตัว:

  • อินเดียและจักรวรรดิอังกฤษ: เมื่ออังกฤษเข้ายึดครองอินเดีย พวกเขาได้ตระหนักถึงการใช้กัญชาอย่างแพร่หลาย การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการใช้กัญชาในอินเดียเริ่มขึ้น โดยมีแพทย์ชาวไอริช William Brooke O’Shaughnessy เป็นผู้บุกเบิก เขาได้ทำการศึกษาผลกระทบทางยาของกัญชาอย่างละเอียด และนำมันกลับไปยุโรปในปี 1839 ผลงานของเขาทำให้กัญชากลายเป็นยาที่ได้รับความนิยมในโลกตะวันตกในช่วงกลางศตวรรษที่ 19 เพื่อรักษาอาการคลื่นไส้ อาการปวด และกล้ามเนื้อกระตุก
  • สหรัฐอเมริกา: กัญชาถูกใช้เป็นส่วนประกอบในยาหลายชนิดในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 โดยมีจำหน่ายอย่างแพร่หลายตามร้านขายยาและแพทย์แผนปัจจุบัน กัญชาในรูปของสารสกัดถูกใช้เพื่อบรรเทาอาการปวด คลื่นไส้ และอาการนอนไม่หลับ

การควบคุมและยุคต้องห้าม (ค.ศ. 1900 – ค.ศ. 2000)

ศตวรรษที่ 20 เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญในประวัติศาสตร์กัญชา:

  • ต้นศตวรรษที่ 20: ความกลัวเกี่ยวกับยาเสพติดที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐอเมริกา และการรณรงค์ต่อต้านกัญชาที่นำโดย Harry Anslinger หัวหน้าสำนักงานยาเสพติดกลาง ทำให้มีการออกกฎหมายควบคุมกัญชาอย่างเข้มงวด
  • Marihuana Tax Act of 1937: กฎหมายนี้ได้กำหนดภาษีที่สูงมากสำหรับการปลูก การผลิต และการจำหน่ายกัญชา ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะทำธุรกิจเกี่ยวกับกัญชาอย่างถูกกฎหมาย แม้จะไม่ได้เป็นการสั่งห้ามโดยตรง แต่ก็เป็นการควบคุมอย่างหนัก
  • Uniform Narcotic Drug Act (1930s): รัฐต่าง ๆ ในสหรัฐอเมริกาเริ่มออกกฎหมายควบคุมยาเสพติดที่รวมถึงกัญชา
  • Controlled Substances Act of 1970: กัญชาถูกจัดให้อยู่ใน Schedule I ซึ่งเป็นหมวดหมู่ของยาที่ถูกจัดว่ามีศักยภาพในการใช้ในทางที่ผิดสูงและไม่มีการยอมรับทางการแพทย์ ทำให้การวิจัยและการใช้กัญชาเป็นไปได้ยากมากในสหรัฐอเมริกา
  • อนุสัญญาระหว่างประเทศ: อนุสัญญาว่าด้วยยาเสพติดให้โทษฉบับเดียวของสหประชาชาติ ค.ศ. 1961 (Single Convention on Narcotic Drugs, 1961) และอนุสัญญาว่าด้วยวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ค.ศ. 1971 (Convention on Psychotropic Substances, 1971) ได้กำหนดให้กัญชาเป็นสารควบคุมในระดับสากล ซึ่งส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกออกกฎหมายห้ามหรือควบคุมกัญชาอย่างเข้มงวด

ยุคฟื้นฟูและการปฏิรูป (ค.ศ. 2000 – ปัจจุบัน)

ช่วงเปลี่ยนผ่านจากศตวรรษที่ 20 สู่ศตวรรษที่ 21 เป็นยุคที่กัญชากลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง:

  • กัญชาทางการแพทย์: การวิจัยทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสารแคนนาบินอยด์ (cannabinoids) ในกัญชา เช่น THC (Tetrahydrocannabinol) และ CBD (Cannabidiol) ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับสรรพคุณทางยาของกัญชา รัฐแรก ๆ ในสหรัฐอเมริกาที่อนุญาตให้ใช้ กัญชาทางการแพทย์ คือแคลิฟอร์เนียในปี 1996 ซึ่งเปิดประตูสู่การเคลื่อนไหวทั่วโลก
  • การทำให้ถูกกฎหมายเพื่อสันทนาการ: บางประเทศ เช่น อุรุกวัย และแคนาดา รวมถึงหลายรัฐในสหรัฐอเมริกา ได้เริ่มทำให้กัญชาเพื่อสันทนาการถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญ
  • CBD Boom: การค้นพบประโยชน์ของ CBD ซึ่งเป็นสารที่ไม่ก่อให้เกิดอาการมึนเมา ทำให้เกิดอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ CBD ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านสุขภาพและความงาม
  • ประเทศไทย: ในประเทศไทย กัญชาทางการแพทย์ เคยถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 มาเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่ โดยเริ่มจากการอนุญาตให้ใช้ กัญชาทางการแพทย์ ในปี 2019 และในปี 2022 ได้มีการ ปลดล็อกกัญชาออกจากการเป็นยาเสพติด (ยกเว้นสารสกัด THC ที่มีปริมาณเกิน 0.2%) ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศแรก ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ก้าวสู่การเปิดเสรีพืชชนิดนี้ แม้ว่าจะมีข้อถกเถียงและมาตรการควบคุมที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

กัญชาทางการแพทย์ ในประเทศไทย


ประวัติศาสตร์ของ กัญชา สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปมาระหว่างมนุษย์กับพืช กัญชาได้ถูกใช้มาหลายพันปีในฐานะพืชที่มีประโยชน์หลากหลาย ทั้งเพื่อการแพทย์ อุตสาหกรรม ศาสนา และสันทนาการ การเดินทางของกัญชาจากพืชศักดิ์สิทธิ์และยารักษาโรคในยุคโบราณ สู่การถูกห้ามปรามอย่างเข้มงวดในศตวรรษที่ 20 และกลับมาเป็นที่ยอมรับอีกครั้งในฐานะพืชที่มีศักยภาพในศตวรรษที่ 21 แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ สังคม และกฎหมาย การทำความเข้าใจประวัติศาสตร์นี้ช่วยให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการพิจารณากัญชาอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงทั้งประโยชน์และข้อควรระวัง เพื่อการใช้งานที่เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพและสังคม


References Information and Images:
  • Lynch, L. (2020). Cannabis: The Story of a Weed. Reaktion Books.
  • Clarke, R. C., & Merlin, M. D. (2013). Cannabis: Evolution and Ethnobotany. University of California Press.
  • Earleywine, M. (2005). Understanding Marijuana: A New Look at the Scientific Evidence. Oxford University Press.
  • Mikuriya, T. H. (1973). Marijuana: Medical Papers, 1839-1972. Medi-Comp Press.
  • United Nations. (1961). Single Convention on Narcotic Drugs, 1961.
  • สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.). (ข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายกัญชาในประเทศไทย).
  • เว็บไซต์ข่าวและบทความทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับกัญชา เช่น National Institutes of Health (NIH), World Health Organization (WHO), และแหล่งข้อมูลจากมหาวิทยาลัยต่างๆ.
  • Image for this article: Unsplash website (unsplash.com)